คนไทย 17 ล้านติดดื่มน้ำอัดลมทุกวัน เสี่ยงเบาหวาน

“ที่สำคัญพบว่ามีคนไทย 17 ล้านคน ดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มรสหวานจัดอื่นๆ ทุกวัน โดยในน้ำอัดลม 1 กระป๋องขนาดบรรจุ 325 ซีซี. มีปริมาณน้ำตาลทราย 35 กรัม บางครัวเรือนนิยมแช่น้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มรสหวานจัดอื่นๆ ในตู้เย็นไว้ดื่มแทนน้ำเปล่า เพราะเชื่อว่าดื่มแล้วจะสดชื่นกว่าน้ำเปล่าทั่วไป ซึ่งจะเป็นอันตรายจะเป็นการสร้างค่านิยมติดหวาน เพิ่มความเสี่ยงเป็นเบาหวาน” โฆษก สธ. กล่าว

พญ.พรรณพิมล กล่าวอีกว่า โรคเบาหวานพบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อาการของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป เป็นภัยที่เกิดเงียบๆ สัญญาณเตือนของโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ ได้แก่ ปัสสาวะบ่อยและมากกว่าปกติ คอแห้ง กระหายน้ำ และดื่มน้ำมากผิดปกติ หิวบ่อย กินจุแต่น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ซึมและหายใจหอบเหนื่อยง่าย ปัสสาวะทิ้งไว้มีมดตอม เป็นแผลเรื้อรัง แผลหายช้า คันตามผิวหนัง หากมีอาการเหล่านี้ขอให้พบแพทย์ ส่วนในเด็ก ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้จากน้ำหนักตัวและรูปร่างของลูกว่าเริ่มมีภาวะอ้วน หากมีรอยดำปรากฏที่รอบต้นคอ ใต้รักแร้หรือขาหนีบ ถูไม่ออก เด็กบางรายอาจปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืน ขอให้สงสัยว่าลูกอาจเป็นเบาหวาน และพาไปพบแพทย์

พญ.พรรณพิมล กล่าวต่อว่า จะให้สถานบริการทั่วประเทศ ตรวจคัดกรองเบาหวานครอบคลุมคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทุกพื้นที่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เพื่อให้การดูแล ให้คำปรึกษา และความรู้การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ทั้งผู้ที่ยังไม่ป่วย ผู้ที่เสี่ยงป่วย และผู้ที่ป่วยแล้ว เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยใช้หลัก 3 อ. 2ส. ได้แก่ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ ปลาและเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รสหวานหรือเค็มเกินไป ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 วัน วันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ทำจิตใจอารมณ์ให้แจ่มใส งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา นอกจากนี้ ควรจำกัดชั่วโมงการเล่นคอมพิวเตอร์และดูโทรทัศน์ของลูกหลานไม่ให้เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากเด็กจะกินอาหารเพิ่มขึ้น

“สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดใน 3 เรื่องคือ ควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาควบคุมอาการ เพราะโรคนี้ยังไม่มียารักษาหายขาด ซึ่งการปฏิบัติตัวดังกล่าว จะช่วยให้การรักษาของแพทย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” โฆษก สธ.

Related Posts